วันศุกร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2553

ทำบุญ100วัน‘น้องเกด’ แม่เตรียมรวมกลุ่มญาติวีรชน53-ช่างภาพเนชั่นจ่อฟ้องรัฐเป็นคดีตัวอย่าง

ทำบุญ 100 วันเกดกมน อัคฮาด คนร่วมหนาแน่น แม่น้องเกดลั่นพร้อมร่วมมือจตุพรฟ้องดีเอสไอ แจ้งเท็จใส่ร้ายคนตาย และเตรียมรวมกลุ่มญาติผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ช่วยเหลือผู้เดือดร้อน ขณะที่ช่างภาพเนชั่นที่ถูกยิงชี้เตรียมฟ้องรัฐเป็นคดีตัวอย่างฐานใช้ความ รุนแรงสลายการชุมนุม ด้านดีเอสไอยันชันสูตรทำตามขั้นตอน ขีดเส้น 60 วันรู้ใครยิง

27 ส.ค.53 มีการจัดงานทำบุญครบ 100 วันของ นางสาวกมนเกด อัคฮาด ที่หมู่บ้านพูลสิน1 ร่มเกล้า โดยมีแกนนำ นปช.หลายคนและประชาชนทั่วไปเข้าร่วมจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีญาติผู้เสียชีวิตรายอื่นร่วมงานด้วย เช่น ครอบครัวของนายมานะ แสนประเสริฐศรี อาสาสมัครที่ถูกยิงที่ย่านบ่อนไก่เมื่อ 15 พ.ค. ภายในงานมีการทำบุญเลี้ยงพระ แจกซีดีที่ระลึกราว 2,000 แผ่น และกล่าวไว้อาลัยผู้เสียชีวิต
นาง พะเยาว์ อัคฮาด มารดาของน.ส.กมนเกด อัคฮาด หรือน้องเกด อดีตอาสาพยาบาลที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม เมื่อวันที่ 19 พ.ค.กล่าวถึงกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ เตรียมให้ญาติผู้เสียชีวิตลูกเมียจากเหตุการณ์การชุมนุมยื่นฟ้องเอาผิดดีเอส ไอ ในข้อหาฟ้องเท็จ ใส่ร้ายคนเป็นให้ร้ายคนตายต่อศาลฎีกา ว่าพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับนายจตุพร เพราะผ่านมานาน 3 เดือนแล้วดีเอสไอก็ยังไม่มีความคืบหน้าทางคดีใดๆ ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าใครยิงประชาชน จึงขอแนะนำว่าหากว่ารัฐบาลประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั่วประเทศเมื่อใดหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ยิงประชาชนนี้ก็จะออกมาและทุกอย่างก็จะจบ
นางพะเยาว์ กล่าวด้วยว่า หลังจากเสร็จสิ้นงานทําบุญ 100 วันของลูกสาววันนี้แล้ว ตนมีแนวคิดจะรวมตัวของกลุ่มญาติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บในเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย.-19 พ.ค. ซึ่งขณะนี้ก็มีหลายรายที่แจ้งความประสงค์มาเพื่อเดินหน้าเรียกร้องหาความ เป็นธรรม โดยจะไปกันเองในภาคประชาชนในฐานะที่เป็นผู้เสียหายโดยตรง มีความรู้สึกว่าหากเรารวมตัวได้อย่างนี้จะสามารถไปยื่นเรื่องกับองค์กรต่างๆ ได้ดีกว่า และจะได้ไม่ให้รัฐบาลทําแกล้งเฉย ทําเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ผ่านแล้วผ่านเลยเป็นเรื่องเก่า ไม่ใช่ เราจะพยายามทําให้ผู้เสียชีวิตทั้ง 91 ศพ นั้นไม่ให้ใครลืมเขาได้ และผู้เสียชีวิตทุกรายจะต้องได้รับความเป็นธรรมจากรัฐบาลนี้ รัฐบาลจะต้องจัดการให้ได้ผลพิสูจน์ให้เร็วที่สุดว่าใครเป็นคนสั่งฆ่า ใครเป็นคนทํา จะเป็นคนชุดดํา หรือทหาร ทำก็ต้องชี้แจงมาเลย
นายจตุพร พรหมพันธ์ กล่าวไว้อาลัยภายในงานทำบุญ 100 วันว่า การเสียชีวิตของน้องเกดก็เหมือนคดีอื่นๆ ที่ไม่คืบหน้าแม้มีพยานเห็นคนยิงชัดเจนก็ตาม การเสียสละของน้องเกดและคนอื่นๆ เป็นสิ่งสำคัญ เวลานี้ผู้มีชีวิตอยู่มีหน้าที่คือการทำความยุติธรรมให้ผู้เสียชีวิตที่ถูก ปราบปรามอย่างอยุติธรรมที่สุด ความทรงจำของพวกเราต้องอยู่ต่อไป ไม่หยุดที่ 100 วัน วันหนึ่งเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล เราต้องสร้างอนุเสาวรีย์วีรชนให้กับผู้บาดเจ็บล้มตาย และรัฐบาลจากการเลือกตั้งต้องดูแลผู้อยู่เบื้องหลัง ขณะที่คนที่เป็นฆาตรกรก็ต้องได้รับการลงโทษอย่างสาสมที่สุด
“วันนี้ ก็ให้กำลังใจกัน ทุกวันนี้เรามีหน้าที่คือการรักษาหัวใจในระยะผ่าน เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและเอาฆาตกรมาลงโทษ บ้านเมืองมันยังจะต้องแก้ไขปัญหาอะไรอีกมากมาย และกรณีการเสียชีวิตจะไม่มีคนรับผิดชอบไม่ได้ ตราบใดที่ฆาตกรยังไม่ถูกลงโทษเราก็จะต้องต่อสู้กันต่อไปจนกว่าบ้านเมืองของ เราจะได้ใช้กฎหมายที่ยุติธรรม ไม่ใช่สองมาตรฐานแบบปัจจุบันนี้” นายจตุพรกล่าว

แดงไซเบอร์จัดทำบุญ100 วันผู้เสียชีวิตที่วัดหัวลำโพง หลังพลาดจากวัดปทุม
ผู้สื่อข่าว รายงานว่า ในวันเดียวกันสมาชิกคนเสื้อแดงทางเว็บไซต์จากหลายกลุ่ม ร่วมกันทำบุญ 100 วัน ให้กับผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง ในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยมีการทำบุญเลี้ยงเพลพระที่วัดหัวลำโพง หลังจากทางวัดปทุมวนารามปฏิเสธการขอใช้พื้นที่เนื่องจากถูกกดดันหนัก
กลุ่ม คนเสื้อแดงทยอยมาร่วมจัดอาหาร เพื่อเลี้ยงเพลพระตั้งแต่ช่วงเช้า โดยการทำบุญครั้งนี้นอกจากเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่ ผ่านมา ยังมีการรวบรวมเงินบริจาคเพื่อทำบุญร่วมกันและส่วนหนึ่งนำไปช่วยเหลือผู้ที่ ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์การชุมนุมและยอดผู้เสียชีวิต ส่วนการรักษาความปลอดภัย มีเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลบริเวณโดยรอบวัดและสมาชิกคนเสื้อแดงบางส่วน ได้มีการตั้งแผงวางขายของที่ระลึกของคนเสื้อแดงหน้าวัดด้วย อาทิ เสื้อโปโล ผ้าโพกศีรษะ ภาพเหตุการณ์การชุมนุม เป็นต้น
ช่างภาพเนชั่นเตรียมฟ้องรัฐบาล

ด้านนายชัยวัฒน์ พุ่มพวง ช่างภาพสำนักข่าวเนชั่น เหยื่อกระสุนปืนในเหตุ การณ์สลายม็อบเสื้อแดงวันที่ 15 พ.ค. บริเวณสามเหลี่ยมดินแดงและแยกราช ปรารภ กล่าวว่า เตรียมฟ้องร้องรัฐบาลทั้งทางอาญาและแพ่ง เพื่อเป็นคดีตัวอย่าง กรณีใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามประชาชนและกลุ่มคนเสื้อแดงที่ปักหลักชุมนุม อยู่บริเวณดังกล่าว จนทําให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจํานวนมาก รวมทั้งตัวเองก็ถูกกระสุนเจ้าหน้าที่ยิงใส่ที่ต้นขาอาการสาหัสด้วย การฟ้องร้องดังกล่าวขณะนี้เตรียมทนายความไว้แล้ว โดยนัดหารือกันเพื่อรวบรวมข้อมูลในวันที่ 1 ก.ย.นี้

"การฟ้องร้องผมต้องการให้เป็นคดีตัวอย่าง ให้รัฐบาลออกมารับผิดชอบ และเป็นการฟ้องส่วนตัวไม่เกี่ยวกับสํานักพิมพ์ ส่วนจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเท่าใดขอปรึกษาทนายก่อน" ช่างภาพที่ถูกยิงกล่าว

นายชัยวัฒน์ กล่าวถึงอาการบาดเจ็บว่า นับตั้งแต่ถูกยิงเมื่อวันที่ 15 พ.ค. อาการดังกล่าวก็ยังไม่ค่อยดี ยังคงต้องทํากายภาพ บำบัดทุกวัน เนื่องจากกระสุนที่ยิงมานั้นไม่ทะลุ แต่ไปทําลายระบบเส้นเลือด และกล้ามเนื้อบริเวณต้นขาขวาทําให้ขาไม่มีแรง และมีสีดํา เนื่องจากเลือดไม่สามารถลงไปหล่อเลี้ยงได้

ธาริตแจงศอฉ.พิสูจน์ 91 ศพ
วันเดียวกัน เมื่อเวลา 10.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก นายสุเทพ เทือกสุบรรณรองนายกฯ ในฐานะผอ.ศอฉ. เป็นประธานการประชุมศอฉ. มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. พล.ร.อ.กำธรพุ่มหิรัญ ผบ.ทร. พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ผบ.ทอ. และพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ว่าที่ผบ.ตร. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผบ.ทบ.พล.อ.ธีระวัฒน์ บุณยะประดับ ผู้ช่วยผบ.ทบ.พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผบ.ทบ.พล.อ.พิรุณ แผ้วพลสง เสธ.ทบ. พล.ท.คณิตสาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 นายธาริต เพ็งดิษฐ์อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสมช. เข้าร่วมประชุม
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศอฉ.กล่าวภายหลังการประชุมว่า นายธาริตได้รายงานในที่ประชุมถึงเสียงวิจารณ์การพิสูจน์ศพประชาชนที่เสีย ชีวิต 91 ศพ จากเหตุการณ์เดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้องซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษยืนยันว่าได้ปฏิบัติ ทุกอย่างตามขั้นตอน โดยประสานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งผลสรุปที่ออกมาได้ดำเนินการอย่างถูกต้องทุกอย่างโดยเฉพาะการพิสูจน์ศพ ได้ดำเนินการธรรมดาไม่มีกรรมวิธีพิเศษใดๆ ถือว่าทำอย่างดีที่สุดแล้วอย่างไรก็ตามนายสุเทพกำชับว่า ให้อธิบดีดีเอสไอไปชี้แจงถึงผลการพิสูจน์ศพให้ประชาชนเข้าใจว่า ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน
"ขอ ให้ยึดเหตุที่เกิดเป็นตัวตั้ง ไม่ต้องคำนึงผลว่าจะเป็นอย่างไร เพราะเราต้องการทำข้อเท็จจริงให้ปรากฏต่อสาธารณชน และขอให้เจ้าหน้าที่แบ่งกลุ่มงานไปรวบรวมข้อมูลหลักฐานให้มากที่สุด ถูกต้องที่สุด จากบุคคลที่มาเป็นพยานได้ในขณะนี้ เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาภายหลัง หากใครมารื้อฟื้นคดีจะได้มีข้อมูลหลักฐานที่เพียงพอชี้แจงได้" พ.อ.สรรเสริญกล่าว
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า คณะกรรมป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือป.ป.ช.ได้ให้หน่วยงานความมั่นคงประเมินการทำงานทุกหน่วยงานทั่วประเทศ ในการป้องกันการทุจริตและนำข้อมูลทั้งหมดเข้าที่ประชุมเพื่อหาแนวทางต่อต้าน การทุจริต ที่ป.ป.ช.จะจัดประชุมในวันที่ 10-13 พ.ย.นี้
สั่ง 60 วันพิสูจน์ให้เสร็จ
ที่กรมสอบ สวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบผู้เสียชีวิตของกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง ในเดือนเม.ย.-พ.ค.ว่า วันนี้ดีเอสไอได้รับหนังสือลงนามคำสั่งอย่างเป็นทางการจาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผอ.ศอฉ. ให้ดีเอสไอดำเนินการเป็นพิเศษเกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง การเสียชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐทั้ง 89 ราย ให้เสร็จสิ้นภายใน 60 วัน โดยจะต้องทำความจริงให้ปรากฏ ทั้งในส่วนสาเหตุการเสียชีวิต ลักษณะบาดแผล พยานแวดล้อมพยานบุคคล พยานทางนิติวิทยาศาสตร์ วิถีกระสุน ระเบิด ตลอดจนใครเป็นผู้กระทำให้เสียชีวิต ซึ่งตนมอบหมายให้ พ.ต.ท.วรรณพงษ์คชรักษ์ ในฐานะหัวพนักงานสอบสวนคดีก่อการร้าย จัดทีมทำงานเฉพาะรายไป โดยดีเอสไอจะรายงานความคืบหน้าต่อศอฉ.เป็นระยะ
นาย ธาริตกล่าวว่า เบื้องต้นดีเอสไอรับสำนวนการชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิต จากตำรวจนครบาลมาครบถ้วนแล้วทั้ง 89 ราย มีเพียงบางส่วนที่ส่งกลับไปแก้ไขเพื่อให้ข้อมูลสมบูรณ์ที่สุดยืนยันว่าจะ พยายามทำงานให้เสร็จสิ้นภายใต้กรอบเวลาที่ศอฉ.กำหนด และมีการทยอยเปิดเผยผลการชันสูตรออกมาเป็นระยะ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบความคืบหน้าด้วย
ส่วน การเสียชีวิตของช่างภาพชาวญี่ปุ่นและอิตาลีนั้น ดีเอสไอต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษเนื่องจากเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตามขอยืนยันดีเอสไอไม่ได้ละเลยการทำงานในเรื่องดังกล่าว แต่เนื่องจากต้องใช้เวลาแสวงหาข้อเท็จจริงจำนวนมาก ดังนั้นขอให้ผู้สื่อข่าวรวมทั้งผู้ที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ที่มีภาพถ่ายหรือ ข้อมูลอื่นๆ นำมาให้ดีเอสไอด้วยเพื่อเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกรณีการตรวจสอบการเสียชีวิต 89 ศพนั้น ดีเอสไอยึดตามสำนวนของพนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาลและกองปราบปราม เป็นหลักส่วนจำนวน 91 ศพนั้น เป็นตัวเลขจากการสำรวจของกระทรวงสาธารณสุข

ที่มา:ประชาไท

รายงาน: “ทามาดะ โยชิฟูมิ” อภิปรายการเมืองไทยร่วมสมัยที่ ม.เชียงใหม่

ทามาดะ โยชิฟูมิ” อภิปรายเรื่องประชาธิปไตย “แบบไทยๆ” ที่ไม่มีวันเหมือนเดิมหลังจากมีการเลือกตั้ง ผ่่านพฤษภา 35 กระทั่งมีรัฐธรรมนูญ 2540 ชี้การปกครองแบบประชาธิปไตยถ้าปฏิเสธอำนาจอธิปไตยของประชาชนและการเลือกตั้งก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย และฝ่ายที่สู้กับประชาชนไม่มีวันชนะ
 หมายเหตุ: เชิงอรรถและคำอธิบายเป็นการเพิ่มเติมโดย “ประชาไท”
เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่ผ่านมา ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เชิญ ศาสตราจารย์ทามาดะ โยชิฟูมิ (TAMADA Yoshifumi) อาจารย์มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น มาบรรยายพิเศษเกี่ยวกับการเมืองร่วมสมัยของไทย ที่ห้องประชุมชั้น 8 อาคาร HB7 คณะมนุษยศาสตร์ โดยการอภิปรายของอาจารย์ทามาดะ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
โดยอาจารย์ทามาดะ เริ่มอภิปรายด้วยคำถามว่า การเมืองไทยและความเป็นประชาธิปไตยของไทยสมัยปัจจุบันนี้มีสถานะอย่างไร เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนำผลการสำรวจขององค์กรเอกชนที่ชื่อว่า "Freedom House" ซึ่งใช้ตัวชี้วัด 2 ประการ ในการสำรวจ คือ สิทธิทางการเมือง (Political Rights) กับเสรีภาพพลเมือง (Civil Liberties) โดยตัวเลขน้อยแสดงว่ามีสิทธินั้น ๆ มากในอันดับต้นๆ
ผลสำรวจในประเทศไทยปี 2546 มีสิทธิทางการเมือง อยู่ในระดับที่ 2 เสรีภาพพลเมืองอยู่ในระดับที่ 3 แต่ตกต่ำลงหลังรัฐประหาร โดยในปี 2550 สิทธิทางการเมืองตกไปอยู่ระดับที่ 7 ส่วนเสรีภาพพลเมืองอยู่ระดับที่ 4 ในปีล่าสุดนี้สิทธิทางการเมืองของไทยดีขึ้นเล็กน้อยคืออยู่ในระดับที่ 5 ส่วนเสรีภาพพลเมืองยังอยู่ในระดับที่ 4
ขณะนี้เปรียบเทียบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อเรียงลำดับแล้ว สิทธิทางการเมืองและเสรีภาพพลเมืองอันดับต้นๆ คืออินโดนีเซีย ซึ่งเดิมเคยเป็นรัฐบาลทหารแต่เปลี่ยนเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย รองลงมาได้แก่ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยไทยมีสิทธิทางการเมืองและเสรีภาพพลเมืองเท่ากับสิงคโปร์ โดยที่สิงคโปร์ถูกวิจารณ์ว่าเป็นอำนาจนิยม อาจกล่าวได้ว่าประชาธิปไตยในไทยตกต่ำลงเพราะการรัฐประหารในเดือนกันยายน 2549
จากนั้น อาจารย์ทามาดะ ได้อภิปรายเหตุการณ์ทางการเมืองไทย ผ่านการฉายภาพการ์ตูนล้อการเมืองของ "ขวด" ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ และ "เซีย" ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งตีพิมพ์ระหว่างปี 2549-2553 ซึ่งสร้างความสนใจให้กับผู้ร่วมประชุม
อาจารย์ทามาดะ ได้อภิปรายต่อไปว่า คำถามที่ว่ามีสงครามระหว่างใคร มีอะไรเกิดขึ้นในสามปีที่ผ่านมา พอจะนึกออกแล้วใช่หรือไม่ ประเทศไทยกำลังมีสงครามระหว่างใครกับใคร มีคนอธิบายแบบง่ายๆ ว่าเป็นสงครามระหว่าง "สาวกคนดี" กับ "สาวกทักษิณ" ซึ่งตนว่าไม่จริง โดยขออธิบายว่า เป็นการต่อสู้ทางการเมือง มันเป็นสงครามที่ไม่เท่าเทียมกันเพราะมีฝ่ายเดียวที่เป็นฝ่ายรุกโดยส่วนใหญ่
ทั้งนี้ ในระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งจะต้อง "มีกฎที่แน่นอน แต่ไม่ทราบว่าผลจะเป็นอย่างไร" (Certain rule with uncertain result) แต่ถ้าการเลือกตั้ง "มีกฎที่ไม่แน่นอน แต่ผลแน่นอน" (Uncertain Rule with certain result) แบบนี้จะเรียกว่าเป็นประชาธิปไตยไม่ได้
ธงชัย วินิจจะกูล ได้อธิบายว่า คนที่สนับสนุนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 (Anti democratic forces) ได้แก่ คนสามกลุ่ม คือ 1.ชนชั้นกลาง (Urban elite) 2.พลังข้าราชการ (Bureaucratic power) 3.ฝ่ายนิยมเจ้า (Monarchist) โดยคนสามกลุ่มเป็นคนละส่วนแต่ได้จับมือกันเพื่อต่อสู้กับทักษิณ ชินวัตร โดยพวกนิยมเจ้าเริ่มสู้กับทักษิณ เพราะเขาไม่ชอบทักษิณ และกังวลเรื่อง Successor (ผู้สืบสันตติวงศ์) ส่วนคนในเมืองที่เป็นชนชั้นกลางนั้นสู้กับคนจนในชนบทและคนจนในเมือง ในขณะที่พวกข้าราชการก็สู้กับ ส.ส.
พวกนิยมเจ้าไม่ชอบทักษิณ เพราะรัฐในอุดมการณ์ของเขาเข้ากับทักษิณได้ยาก เขาต้องการปกครองในรูปแบบ "ประชาธิปไตยแบบไทยๆ" หรือ "ราชประชาสมาศัย" ซึ่งสองอย่างนี้เหมือนกันหรือคล้ายกันมาก
ปิยะบุตร แสงกนกกุล เคยอธิบายว่า "ประชาธิปไตยแบบไทยๆ" มีลักษณะดังนี้ คือ หนึ่ง องคมนตรีมีอำนาจแทรกแซงการเมือง สอง ประชาชนเป็นข้าแผ่นดิน ไม่ใช่พลเมือง สาม รัฐบาลเสียงข้างมากต้องประนีประนอมกับอภิชน สี่ เชื่อว่าการเลือกตั้งไม่ใช่ตัวบงชี้ ห้า กองทัพเป็นผู้อนุบาล หก ปราศจากการตรวจสอบและความรับผิด (accountability)
ระบบการปกครองต่างๆ ทั่วโลก ที่เป็นระบอบประชาธิปไตย มีสามรูปแบบ หนึ่ง ระบบประธานาธิบดี (Presidency System) ผู้นำเป็นประธานาธิบดี เช่น สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้
สอง ระบบรัฐสภา (Parliamentary System) นายกรัฐมนตรีมีอำนาจ เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น มาเลเซีย ภูฏาน สิงคโปร์ ส่วนมากประเทศที่เป็นประชาธิปไตยต้องเป็นรูปแบบที่ 1 หรือที่ 2 นี้
สาม เรียกว่ากึ่งประธานาธิบดีกึ่งรัฐสภา (Semi-Presidential System) โดยนายกรัฐมนตรีกับประธานาธิบดีมีอำนาจเท่าๆ กัน ประเทศที่ใช้การปกครองรูปแบบนี้เช่น ฝรั่งเศส ไต้หวัน รัสเซีย
แบบที่สี่ “แบบไทยๆ” นี่เป็นลักษณะพิเศษ เป็นแบบที่แบ่งอำนาจระหว่างนายกรัฐมนตรีกับ Monarch (สถาบันพระมหากษัตริย์)
และแบบที่ห้า Monarchial system หรือ แบบกษัตริย์ เช่น บรูไน
โดยระบบประธานาธิบดีเป็นประมุข กับระบบกษัตริย์เป็นประมุขมีลักษณะคล้ายกัน ต่างกันที่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่เท่านั้น
ทั้งนี้ในรูปแบบสามกับสี่ มีปัญหาอย่างหนึ่ง คือ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างนายกรัฐมนตรีกับประธานาธิบดี และระหว่างนายกรัฐมนตรีกับกษัตริย์ อาจเป็นแบบ Zero-sum game คนหนึ่งได้หมด คนหนึ่งจะเสียหมด ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันได้นี่ยากหน่อย โดยทั่วไปแล้วอีกฝ่ายชนะ อีกฝ่ายแพ้ มักจะเป็นอย่างนั้น
ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยจะใช้รัฐธรรมนูญกำหนดอำนาจ นายกรัฐมนตรีมีอำนาจแบบนี้ ประธานาธิบดีมีอำนาจแบบนี้ ยึดกันตามกฎหมาย แต่ถ้าไม่กำหนดอย่างชัดแจ้งจะเกิดปัญหาแบบที่เมืองไทยที่แย่งชิงอำนาจกัน ใครมีอำนาจมากกว่ากัน
แบบไทยๆ” นั้นมีปัญหาอย่างไร ถ้าหากว่านายกรัฐมนตรี มีความชอบธรรมสูงมาก สำหรับพวกนิยมเจ้าถือว่าเป็นปัญหา พวกเขาสนใจมากและห่วงมากหากนายกรัฐมนตรีมีความชอบธรรมสูงมากไป แต่ถ้าเป็นที่ญี่ปุ่น หรืออังกฤษ ซึ่งมีกษัตริย์เหมือนกัน แต่นายกรัฐมนตรีจะมีอำนาจมากหรือน้อยนั้นพวกนิยมเจ้าเขาไม่สนใจ ส่วนเมืองไทยไม่เป็นอย่างนั้น
จึงถือว่าแบบญี่ปุ่นและอังกฤษทั้ง Popularity (ความนิยมของ ประชาชน) กับ Ability (ความสามารถ) ของ Monarch นั้น ไม่สำคัญกับระบอบ แต่สำคัญสำหรับแบบที่ 4 กับแบบที่ 5 ในญี่ปุ่น และอังกฤษไม่มีปัญหา โดยอำนาจของกษัตริย์ถูกจำกัดด้วยรัฐธรรมนูญ ผมพูดในฐานะที่ไม่ใช่นักกฎหมาย ผมอาจเข้าใจผิดก็ได้ แต่เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดอย่างชัดแจ้งปัญหาก็จะเกิด
กล่าวคือความสูงต่ำของเพดานอำนาจ Monarch จึงเปลี่ยนง่าย ขึ้นอยู่กับความสามารถของ Monarch และความสัมพันธ์กับนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นพวกนิยมเจ้าจึงพยายามเพิ่มอำนาจของ Monarch
ปัญหาจึงเกิดขึ้น เมื่อฝ่ายนิยมเจ้า กับ ทักษิณ ทะเลาะกัน เพราะความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างนายกรัฐมนตรี กับ กษัตริย์ เริ่มเปลี่ยน เพราะประเทศมีประชาธิปไตยมากขึ้น โดยมีขั้นตอนเริ่มจากการเลือกตั้งอย่างน้อยหลังปี 2522 สมัยรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ แล้วอีกอย่างที่สำคัญ หลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 มีการแก้รัฐธรรมนูญว่านายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. แปลว่าคนที่เลือกนายกรัฐมนตรีคือประชาชน นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีความสำคัญ ต่อมามีรัฐธรรมนูญปี 2540 และในช่วงเดียวกันมีการกระจายอำนาจ มีการเลือกตั้งบ่อยขึ้น หลังรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นมา ทั้งระดับชาติ และระดับท้องถิ่นมีการเลือกตั้งมากขึ้น ประชาชนเรียนรู้ว่าจะใช้คะแนนเสียงของตนอย่างไร
สุดท้ายเมื่อมีการเลือกตั้งปี 2544 ทักษิณขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นปัจจัย เงื่อนไข ให้พวกนิยมกษัตริย์ ตกใจ เป็นห่วง ไม่พอใจ พวกนิยมเจ้าคิดอย่างไร นี่เป็นคำพูดที่มีชื่อเสียง ทุกคนเคยเห็นเคยได้ยินมาแล้ว เมื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนนท์ (ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ) พูดที่โรงเรียนนายร้อย จปร. ก่อนมีรัฐประหารประมาณ 2 เดือน เขาอธิบายว่า “รัฐบาลก็เหมือนกับ jockey คือเข้ามาดูแลทหาร ไม่ใช่เจ้าของทหาร เจ้าของทหารคือชาติ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” [1] แต่คำว่า ชาติ ของ พล.อ.เปรม หมายถึงอะไร ก็คงไม่มีใครอธิบาย เมื่อวานผมผ่าน “ค่ายตากสิน (กองพันสัตว์ต่าง กรมการขนส่งทหารบก อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่) เขาเขียนว่า “เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน” แต่ในตะวันตก ชาติ หมายถึง ประชาชน เป็นอันเดียวกัน แต่ที่นี่ ที่ประเทศไทยชาติไม่ใช่ประชาชน ชาติหมายถึงอะไร ไม่รู้ ที่นี่ชาติอาจไม่มีความหมาย ทหารจึงเป็นของกษัตริย์ในสายตาของ พล.อ.เปรม
นอกจากนี้มีหนังสือจากประธานศาลฎีกา ถึงประธานวุฒิสภา ลงวันที่ 1 มิ.ย. 2549 อธิบายทำนองว่าในภาวะที่ประเทศว่างเว้นรัฐสภา และรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่ง ถ้ารัฐสภาว่างเปล่า ครม.ว่างเปล่า เหลือแต่อำนาจศาล กษัตริย์จะใช้อำนาจอธิปไตยโดยผ่านศาลได้ [2] เพราะ ช่วงนั้น สภาว่างเปล่าจริงๆ ไม่มี ส.ส. ส่วน ส.ว. ก็ว่าง เหลือแต่ คณะรัฐมนตรีรักษาการ ถ้าหากทักษิณลาออก หรือถูกทำให้ออกในสมัยนั้น ทักษิณไป คณะรัฐมนตรีก็ไม่มีเหลือ จะเหลือแต่อำนาจศาลเท่านั้น ผมเข้าใจว่ามีการพยายามสร้างสถานการณ์หรือทำให้มีสภาวะของอำนาจแบบนั้น ถ้าเป็นแบบนั้นก็จะสามารถใช้อำนาจอธิปไตยโดยใช้ศาลได้ แต่พอดีเกิดรัฐประหารขึ้น
ต่อมา อาจารย์ทามาดะ เปรียบเทียบความแตกต่างทางความคิดระหว่างคนสองกลุ่ม คือกลุ่มเสื้อแดง กับ กลุ่มเสื้อเหลือง ตามตัวชี้วัดต่างๆ ดังนี้
ประเด็นแรก “การเลือกตั้ง” เสื้อเหลือง ไม่ชอบ และ ด่า ส.ส. ส่วน เสื้อแดง ถือว่าเขาได้ประโยชน์จากการเลือกตั้ง การเลือกตั้งขาดไม่ได้ต้องมี ประเด็นที่สอง ในเรื่อง “การรัฐประหาร” เสื้อเหลือง ยอมได้ เสื้อแดง ไม่ยอม ประเด็นที่สาม ในเรื่อง “ด่าใคร” ในกรณีการสลายการชุมนุมที่ผ่านมา เสื้อเหลือง ด่าคนที่ถูกฆ่า ส่วนเสื้อแดง ด่าคนที่สั่งฆ่าหรือคนที่ฆ่า
จากนั้น อาจารย์ทามาดะ ได้นำข้อมูลจากงานวิจัยของอภิชาต สถิตนิรามัย อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ อาจารย์ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาอภิปราย โดยคำถามในงานวิจัย เมื่อถามเกี่ยวกับอาชีพของคนสองกลุ่ม  ในการสำรวจพบว่าอาชีพเกษตรกร คนเสื้อเหลืองมีอาชีพนี้ 35% ส่วนคนเสื้อแดง 53% เป็นเกษตรกร
ในอาชีพงานนอกระบบ คนเสื้อเหลืองทำงานนอกระบบ 4% คนเสื้อแดง 9% ส่วนอาชีพในระบบที่เป็นทางการ พบว่าเป็นคนเสื้อเหลือง 35% คนเสื้อแดง 22% ส่วนอาชีพค้าขาย พบว่าเป็นคนเสื้อเหลือง 27% คนเสื้อแดง 6%
ส่วนเรื่องวุฒิการศึกษา คนเสื้อเหลืองจบระดับปริญญาตรีขึ้นไป 38% คนเสื้อแดง 18.7%
ในเรื่องรายได้ต่อเดือน คนเสื้อเหลืองมีรายได้ 31,427 บาทต่อเดือน คนเสื้อแดงมีรายได้ 17,034 บาทต่อเดือน ส่วนคนที่เป็นกลางมีรายได้ 11,995 บาทต่อเดือน ในด้านจิตสำนึก เป็นอย่างไร คนเสื้อเหลืองกลับรู้สึกว่าตัวเอง ยากจน 23% คนเสื้อแดง รู้สึกว่าตัวเองยากจนเพียง 18% คือคนเสื้อเหลืองรวยกว่าแต่รู้สึกว่ายากจนกว่า ส่วนคนที่เป็นกลางรู้สึกว่ายากจน 14.6%
ส่วนคนที่รู้สึกว่าตัวเองมีฐานะปานกลาง พบว่า คนเสื้อเหลือง 61.5% คิด ว่าตัวเองมีฐานะปานกลาง คนเสื้อแดง 50% คิดว่าตนมีฐานะปานกลาง ส่วนคนที่เป็นกลาง 78.1% คิดว่าตัวเองมีฐานะปานกลาง ส่วนทัศนคติเกี่ยวกันความเหลื่อมล้ำทางรายได้แล้ว พบว่ากลุ่มคนเสื้อเหลืองนั้นรู้สึกว่าช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนนั้นไม่ ห่างมาก หมายถึงยังพอรับได้ 57.7% ส่วนคนเสื้อแดง 75.0% และคนที่เป็นกลาง 87.8% คิดเช่นนั้น
เรื่องการยอมรับการรับประหาร คนเสื้อแดง ไม่ยอมรับการรัฐประหาร 81% ยอมรับการรัฐประหาร 19.2% ส่วนคนเสื้อเหลือง ไม่ยอมรับการรัฐประหาร 12.5% ยอมรับการรัฐประหาร 50% และเมื่อถามว่าจะยอมรับการรัฐประหารที่เกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่ คนเสื้อเหลืองร้อยละ 73.1 ตอบว่ายอมรับการรัฐประหารหากเป็นไปเพื่อการปกป้องสถาบัน และ 57.7% ยอมรับการรัฐประหารเพื่อแก้ปัญหาจลาจล
อาจกล่าวได้ว่า นี่เป็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่าง ฝ่ายที่ต้องการให้มีการเลือกตั้ง กับฝ่ายที่ไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้ง พวก Monarchist ต้องโจมตีทั้ง “Principal” “Agent” และ “Election” โดยโจมตีว่าประชาชน ซึ่งเป็น “Principal” นั้น โง่ ยากจน การศึกษาต่ำ จึงขายเสียง โจมผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็น “Agent” ว่าคอร์รัปชั่น ซื้อเสียง จึงไม่ชอบธรรม และโจมตีขั้นตอนมอบอำนาจคือ “Election” หรือการเลือกตั้ง ว่ามีการซื้อเสียง ขายเสียง
โดยอาจารย์ทามาดะ ได้เปรียบเทียบวิธีคิดนี้กับคำพูดของนายจรัญ ภักดีธนากุล ขณะนั้นเป็นเลขาธิการประธานศาลฎีกา เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2549 ที่นายจรัญกล่าวว่า “เราขอถามที่มาของผู้ทรงอำนาจรัฐ 16 ล้านเสียง แค่คูณด้วยเสียงละพัน มันก็เป็นเงินแค่ 1.6 หมื่นล้านบาทเท่านั้นเอง...” [3] ซึ่งถ้าเป็นผู้พิพากษาในญี่ปุ่นพูดแบบนี้ถูกปลดทันที แต่ในไทยตอนนี้คนนี้ก็ยังเป็นผู้พิพากษาอีก
จากนั้น อาจารย์ทามาดะ อภิปรายต่อไปว่า เกี่ยวกับความไม่พอใจของคนเสื้อเหลืองกับคนเสื้อแดง โดยอาจารย์ทามาดะกล่าวว่า ขอเดาว่า หนึ่ง คนเสื้อแดงไม่พอใจกับการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สอง คนเสื้อแดงไม่พอใจ Injustice หรือสองมาตรฐาน ว่าเป็นประชาชนด้วยกัน เป็นคนไทยด้วยกัน แต่มีการปฏิบัติด้วยมาตรฐานหลายอย่าง สาม คนเสื้อแดงไม่พอใจที่มาของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่เกิดภายในค่ายทหาร เพราะฉะนั้นเขาไม่ชอบ
ส่วนคนเสื้อเหลือง เขาไม่พอใจ เพราะเขากลัว การเมืองแบบเสียงข้างมาก แต่เขาเป็นเสียงข้างน้อย เขาไมชอบแบบนี้
ตามคำอธิบายของอาจารย์ยุกติ มุกดาวิจิตร ในแง่มุมทางเศรษฐกิจ คนเสื้อเหลือง หรือชนชั้นกลางเดิมนั้นเขาได้เปรียบหลายอย่าง แต่สิบปีที่ผ่านมาไม่ค่อยได้เปรียบ ฐานะเริ่มเท่ากับคนชั้นล่าง เขาจึงไม่พอใจ ส่วนแง่มุมทางวัฒนธรรม คนเสื้อเหลือง ชนชั้นกลาง เขาต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ เขาไม่ชอบ ไม่ต้องการให้เปลี่ยน
อาจารย์ทามาดะ กล่าวว่า ดังนั้นการทะเลาะกันนี้ยังไม่จบและจบยาก เพราะการต่อสู้นี้ ถ้าเลียนแบบคำพูดของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่พูดกับ ส.ส. เมื่อเดือนธันวาคมปี 2551 ที่พูดว่า “รู้ไหม สู้กับใคร” เพราะฉะนั้น ส.ส. หลายคนจึงกลายเป็นงูเห่า
ดังนั้น ถ้าเลียนแบบเขาเอาคำพูดนี้มาใช้แล้วเอามาถามว่า “เขาสู้ กับใคร?” หลายคนคิดว่ากำลังสู้กับทักษิณ? แต่ว่าจริงๆ แล้ว โจมตีทักษิณมา 5 ปีแล้วยังชนะไม่ได้ ทำไม? ยังโจมตีไม่พอ? ทำลายไม่พอ? หรือเปล่า? ก็ไม่ใช่ เขาสู้กับประชาชน เพราะสู้กับประชาชน ดังนั้นจึงไม่มีทางเอาชนะได้
และการต่อสู้ครั้งนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างรัฐสองแบบ รัฐของฝ่ายกษัตริย์นิยม กับ รัฐของประชาชน ถ้าเป็นระบอบการปกครองประชาธิปไตยแบบธรรมดาๆ โดยทั่วไปแล้ว ประชาชนเป็น Principal โดยตัวของเขา และเลือก Agent และ Agent ผู้ถูกเลือกตั้งเขาจะทำการปกครอง โดยเป็นสมาชิกรัฐสภา หรือประธานาธิบดี นี่เป็นการปกครองแบบประชาธิปไตย ภายใต้โครงสร้างนี้จะปฏิเสธอำนาจอธิปไตยของประชาชนและปฏิเสธการเลือกตั้งไม่ ได้ เพราะถ้าปฏิเสธสิ่งเหล่านี้เราไม่ใช่ประชาธิปไตยแล้ว หนทางของฝ่ายที่กำลังสู้กับประชาชนนี้ไม่มีวันที่จะชนะได้